.

***อนิจา วาสนา ไพร่***


เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา


สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี


ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน


ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี


อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง


คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน



โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

7 / มีนาคม / 2553
........


วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อัศนี พลจันทร

อัศนี พลจันทร หรือ นายผี และ สหายไฟ หรือ ลุงไฟ (15 กันยายน 246128 พฤศจิกายน 2530) นักประพันธ์และนักปฏิวัติชาวไทย รู้จักกันในฐานะผู้แต่งเพลงเดือนเพ็ญ (คิดถึงบ้าน)



อัศนี พลจันทร เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2461 ที่บ้านท่าเสา ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี) บิดาคือ พระมนูกิจวิมลอรรถ (เจียร พลจันทร) มารดาคือ สอิ้ง พลจันทร ซึ่งหากสืบเชื้อสายบิดาขึ้นไปจนถึงสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี จะพบว่าต้นตระกูลคือ พระยาพล[ต้องการอ้างอิง] เดิมชื่อนายจันทร์ เคยรบกับพม่า จนได้ชัยชนะและเป็นผู้รั้งเมืองกาญจนบุรีในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จบชั้นมัธยม 5 แล้วศึกษาต่อจนจบชั้นมัธยม 8 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2479 ในขณะที่ศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สนใจในด้านวรรณกรรมโดยใช้นามปากกาว่า นายผี และเป็นที่รู้จักเมื่ออัศนีได้เป็นคนควบคุมคอลัมน์กวี ในนิตยสารรายสัปดาห์ 'เอกชน
อัศนีเริ่มรับราชการครั้งแรกเป็นอัยการผู้ช่วยชั้นตรี เมื่อ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 และได้ถูกย้ายไปอยู่ที่จังหวัดปัตตานี เนื่องจากมีปัญหากับหัวหน้างาน ครั้นมาอยู่ปัตตานีได้ 2 ปี ก็ถูกสั่งย้ายอีก ด้วยทางการระแคะระคายว่า ให้การสนับสนุนชนชาวมลายูต่อต้านรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ครั้งนี้ให้ไปที่สระบุรี ผ่านไป 4 ปีเศษ มีคำสั่งให้ย้ายไปอยู่อยุธยา เนื่องจากกรณีขัดแย้งกับข้าหลวง จากนั้นถูกสั่งให้กลับมาประจำกองคดี กรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย เหตุเพราะความเป็นคนตรงไปตรงมา ภายหลังมีปัญหาท้ายที่สุดจึงตัดสินใจลาออกเมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2495
ในช่วง พ.ศ. 2495 จอมพล ป. ได้มีการจับกุมนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ที่มีผลงานไม่เห็นด้วยกับทางรัฐบาล ทำให้นายผีต้องหลบหนีแต่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยในขณะนั้นได้มีผลงานวรรณกรรมออกมาหลายเรื่อง ซึ่งได้แก่ "ความเปลี่ยนแปลง", "เราชนะแล้วแม่จ๋า"
ในปี พ.ศ. 2504 ได้ปรากฏตัวอีกครั้งในนาม สหายไฟ ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งภายหลังบุคคลภายในพรรคได้ถูกจับกุมทำให้อัศนีต้องเร่ร่อนไปอยู่เวียดนามและจีนในเวลาต่อมา และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 ในแขวงอุดมไซ ประเทศลาว และได้นำกระดูกกลับสู่แผ่นดินแม่เมื่อ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540


ช่วงชีวิตของอัศนี มีงานเขียน บทกวี มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบทกวีที่ชื่อ อีศาน ที่ลงพิมพ์ในสยามสมัย นับเป็นบทกวีที่ลื่อเลื่อง จนกลายเสมือนเป็นตัวแทนนายผี จิตร ภูมิศักดิ์ ยกย่องกวีบทนี้ว่า ตีแผ่ความยากเข็ญของชีวิตและปลุกเร้าวิญญาณการต่อสู้ของประชาชนได้อย่างเพียบพร้อม มีพลัง ทั้งเชิดชูนายผีเป็น มหากวีของประชาชน โดยผลงานได้มีการกล่างถึงมากมายในช่วง เหตุการณ์ 14 ตุลา
เพลง คิดถึงบ้าน หรือ เดือนเพ็ญ ที่อัศนีเขียนขึ้นเพราะความรู้สึกคิดถึงบ้านของตัวเขาเอง ได้รับการยกย่องว่า หากนับเพลงนี้เป็นเพลงเพื่อชีวิต ก็สมควรจะเรียกได้ว่าเป็น สุดยอดเพลงเพื่อชีวิต ด้วยเป็นเพลงที่ถูกบันทึกเสียงและขับขานในวาระต่าง ๆ มากที่สุดเพลงหนึ่งในห้วงทศวรรษที่ผ่านมา และน้อยคนเหลือเกินที่ได้ฟังเพลงนี้แล้วจะรู้สึกเฉย ๆ กับความหมายที่กินใจที่เพลงสื่อออกมา เพลงคิดถึงบ้านนี้ ทำให้ชื่อ นายผี อัศนี พลจันทร เป็นที่รู้จักและจดจำในวงกว้าง

นามปากาของอัศนี มีหลายหลายชื่อ ได้แก่ นายผี, อินทรายุทธ, กุลิศ อินทุศักดิ์, ประไฟม วิเศษธานี, กินนร เพลินไพร, หง เกลียวกาม, จิล พาใจ, อำแดงกล่อม, นางสาวอัศนี

ในบทความรวมเล่มเรื่อง "ชีวิตและผลงาน ตำนานนายผี อัศนี พลจันทร" ของประวุฒิ ศรีมันตระ ระบุว่า อัศนีถึงแก่กรรมที่แขวงอุดมไชยในประเทศลาว และนางวิมล พลจันทร ภรรยา เดินทางไปรับกระดูกสามีและสิ่งของบางอย่างจากทางการประเทศลาวกลับมาบำเพ็ญกุศลในเมืองไทยเมื่อพฤศจิกายน 2540 หลังจากที่ติดต่อสืบถามอยู่นาน

บทกวีขนาดสั้นที่มีชื่อเสียงแพร่หลายที่สุดของนายผี คือ "อีศาน" (อีสาน) ใจความตอนหนึ่งว่า

"ในฟ้าบ่มีน้ำ ในดินซ้ำมีแต่ทราย

น้ำตาที่ตกราย ก็รีบซาบบ่รอซึม

แดดเปรี้ยงปานหัวแตก แผ่นดินแยกอยู่ทึบทึม

แผ่นอกที่ครางครึม ขยับแยกอยู่ตาปี"


ส่วนบทเพลงที่คนไทยรู้จักดีคือเพลง "เดือนเพ็ญ" หรือที่จริงๆ ชื่อเพลงว่า "คิดถึงบ้าน" นายผีแต่งเป็นเนื้อเพลงสำหรับร้องเข้าทำนองเพลงไทยเดิม คำที่ใช้เป็นคำง่ายๆ ใช้อุปมาที่เกี่ยวพันกับธรรมชาติและชีวิตของชาวไร่ ชาวนาในชนบทสะท้อนรำลึกถึงถิ่นเกิดที่ตนผูกพันและหมายจะกลับคืน ไม่ผูกมัดกับอุดมการณ์ทางการเมืองเฉพาะแนว ด้วยเหตุนี้จึงได้รับความนิยมไปทั่วแม้ในกลุ่มต่างขั้วอุดมการณ์ทางการเมือง แต่ความแพร่หลายก็เป็นเหตุให้เกิดความเพี้ยนในคำร้องบ้าง เพราะนายผีใช้วิธีจดจำ ไม่มีเนื้อร้องมาตรฐาน

คอร์ดกีต้าร์ของเพลงเดือนเพ็ญ แต่งเนื้อร้องและทำนองโดย อัศนี พลจันทร
Fullmoonsong.gif
  • คำว่า "บอกเขาน้ำนา"
ความจริงแล้ว ผู้แต่งแต่งว่า "บอกเขานำนา" หมายความว่า บอกเขาด้วย มิได้มีความหมายว่า บอกภูเขา น้ำ และนา อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน



"ถ้าผู้ชายคนหนึ่งเทใจทุ่มชีวิตให้กับอะไรสักอย่าง กระทั่งนิยามความถูกต้องดีงามไว้กับสิ่งนั้น ชัยชนะในเรื่องนี้ย่อมหมายถึงการเดินทางไปพบกับความครบถ้วนของตัวตนในเบื้องลึกของความรู้สึก ส่วนการพ่ายแพ้ ย่อมไม่อาจเป็นอื่นนอกจากการถอนราก ถอนโคนชีวิตของเขา..." เสกสรรค์ ประเสริฐกุล พูดถึงนายผี

บทกวีต่อไปนี้จาก "สัจจาภิรักษ์" กวีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อ่านโดยสหายชาวนา ณ จุดกึ่งกลางสะพานมิตรภาพ 22 พ.ย. 2540
เพราะเกิดมา เพื่อต่อสู้ ผู้กดขี่
ตราบจนสิ้น อินทรีย์ เป็นผุยผง
อุดมการณ์ ที่สานฝัน ยังมั่นคง
จักดำรง สืบทอด ตลอดกาล
เป็นเปลวไฟ นำทาง ไปข้างหน้า
ส่องวิถี ชี้มรรคา แก่ลูกหลาน
ทั้งจักได้ จดจำ เป็นตำนาน
ไว้เล่าขาน เพื่อมวลชน ได้ยลยิน
เป็นกองหน้า เป็นแบบอย่าง ถึงที่สุด
เป็นพลัง ที่ก้าวรุด ไม่สุดสิ้น
เก่าจากไป ใหม่เกิดมา เป็นอาจิณ
จนตราบสิ้น ผองพาล มารสังคม



ปี พ.ศ.2518 ประเทศลาวได้เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยขบวนการคอมมิวนิสต์สายโซเวียต อันใช้กำลังหลัก จากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม พรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทยต้องตัดสินใจ ว่าจะใช้ทฤษฏี " โดมิโน " สายโซเวียต ที่ยึดแนวคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย การใช้กองกำลังต่างชาติเข้าสนับสนุน หรือจะยึดตามอย่าง สายจีน ที่เน้นใช้วิธีเปลี่ยนแปลงความคิดประชาชาติ ปลุกเร้าอุดมการณ์รอจนกว่า จะเกิดความสุขงอมทางความคิด ในประชาชาตินั้นๆเอง

ส่วนหนึ่งรับข้อเสนอของคอมมิวนิสต์สายโซเวียต เตรียมการปฏิวัติโดยกองกำลังตลอดแนวลำน้ำโขง อันเชื่อมต่อประเทศไทย ในฐานะระดับนำคนหนึ่ง นายผีได้คัดค้านการใช้กองกำลัง ยืนยันการเปลี่ยนแปลง ปฏิวัติประเทศต้องเกิดจากเงื่อนไขของสังคมไทย และโดยคนไทยด้วยกันเอง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สหายไฟ ต้องถูกจำกัดการเคลื่อนไหวตลอดเวลาของการอยู่ในลาว กระทั่งสถานการณ์ขัดแย้ง ระหว่างจีนและเวียดนาม ถึงจุดแตกหัก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งถูกระบุว่าเป็น คอมมิวนิสต์สายจีน จึงต้องเคลื่อนย้ายผู้คน ออกจากลาว และนายผีได้กลับเข้ามาที่ฝั่งไทย ในปี พ.ศ.2522

ปี พ.ศ.2526 หลังวันครบรอบวันเกิดนายผีไม่นาน ได้เกิดศึกภูเมี่ยงขึ้นในเขตน่านเหนือ ด้วยความเสียหายอย่างหนัก ทำให้นายผีต้องเดินทาง ข้ามลำน้ำโขงไปเจรจาขอซื้อข้าวกับกรรมการกลางเขตหงสาของลาว ขณะนั้นเกิดการแตกพ่ายของฐานที่มั่นเขต 4 ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน ในยุทธการล้อมปราบ ของรัฐบาล นับตั้งแต่การแตกหนี เข้าสู่ฝั่งลาวในครั้งนั้น นายผีและพลพรรคสหายที่หนีเข้าสู่ลาว ถูกปลดอาวุธและจำกัดบริเวณ ขณะที่ป้าลม (วิมล พลจันทร - ภรรยา) ติดตามขบวนใหญ่ซึ่งเคลื่ออนลงเขตน่านใต้ เป็นจุดเริ่มต้นของความพลัดพรากตลอดกาล! และป้าลม จึงได้คืนกลับสู่ นาครในเวลาต่อมา

นับแต่ปี พ.ศ.2526 ซึ่งพลัดพรากจากกัน นายผีอยู่ฐานที่มั่นฝั่งลาว มีบรรดาเยาวกวี ปัญญาชนหนุ่มสาว ต่างแวะเวียนมาปรับทุกข์ ในความขัดแย้ง สถานการณ์ปฏิวัติ นายผีผู้เฒ่าจะตรวจงานเขียน พร้อมคำวิจารณ์และให้กำลังใจ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ ภายในพรรคคอมมิวนิสต์เริ่มส่อเค้าความขัดแย้งทางความคิด ระอุด้วยบรรยากาศอันเกิดแต่การแย่งชิงการชี้นำ ความคิดทางการเมือง บรรยากาศ เช่นนั้นเอง ที่สร้างความเบื่อหน่ายให้แก่เหล่าปัญญาชนปฏิวัติ กระทั่งแปรมาเป็นการ ตั้งคำถาม และตรวจสอบเป้าหมาย จนตัดสินใจคืนสู่นาครในที่สุด

ที่นั่นนายผีดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง มักโดนตำหนิวิจารณ์จาก สหายนำด้านทฤษฏีว่า เป็นศักดินาปฏิวัติ บ้างก็ว่าเป็น ปัญญาชนนายทุนน้อย หรือไม่ก็เป็นวีรชนเอกชน ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของนายผี ที่สุรชัย จันทิมาธร บันทึกไว้ว่า " เขาเป็นคนหัวแข็งดื้อรั้น สิ่งใดไม่ถูกเขาจะสู้หัวชนฝา " ขณะอยู่ที่ลาว นายผีต้องได้รับความเจ็บปวดจากโรครูมาตอย ช่วงที่มีอากาศหนาวมัก จะล้มหมอนนอนเสื่อ กระดุกกระดิกไม่ได้ด้วยปวดตามกระดูกข้อต่อ และเจ็บป่วยด้วย โรคกระเพาะเรื้อรังอันกลายมาเป็นมะเร็งในลำไส้

กระทั่งเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2530 นายผีได้เสียชีวิตลงที่แขวงอุดมไชย ประเทศลาว อีกหลายปี ต่อมาป้าลมได้ข่าวเป็นที่แน่ชัดว่านายผีได้เสียชีวิตแล้วจริง ป้าลมปรารถนานำกระดูกนายผีกลับมา ประกอบพิธี ศาสนาแต่ก็เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ด้วยฐานะตำแหน่งนายผีในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้น มีความสำคัญ อีกทั้ง กระบวนทัศนะถูกจัดนับอยู่ฝ่ายโต้แย้ง ผนวกกับการเมือง ของภูมิภาคอินโดจีน อันซับซ้อน ถึงแม้ว่านายผี จะละร่างไปแล้ว ทว่าเพียงกระดูกที่เหลืออยู่ ก็เปรียบเสมือนพลังอันยังบรรจุเต็ม ด้วยศักยภาพมากพอที่จะส่งผล กระทบหรือเกิดปัจจัย เคลื่อนไหวบางอย่าง

สิบปีต่อมาหลังจากการเสียชีวิตของนายผี คือในปี พ.ศ.2540 ป้าลมร่วมกับกลุ่มมิตรสหายซึ่งศรัทธาในตัวนายผี เช่น กลุ่มเครือข่ายเดือนตุลาฯ , กลุ่มศิลปินเพลงเพื่อชีวิต , กลุ่มนักเขียน ได้ติดต่อนำกระดูกนายผีกลับบ้าน ด้วยการติดต่อผ่านสถานทูตและประสานกับสมาคมมิตรภาพไทย-ลาว ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 ป้าลม พร้อมด้วย สุรชัย จันทิมาธรและแสวง รัตนมงคลมาศ ข้ามฝั่งลำน้ำโขง เข้าสู่เวียงจันทน์ จึงได้พบกับภาพถ่าย สุดท้ายของนายผี เป็นภาพชายชราในลักษณะ อ่อนโรยด้วยอายุ และเชื้อไข้ ผมสีดอกอ้อเพิ่มมากกว่าที่เคยเห็น ทว่านัยน์ตานั้น ยังเปล่งประกายบริสุทธิ์เยี่ยงเดียวกับคืนวันเก่าก่อน ซึ่งเป็นภาพถ่าย ที่ถ่ายโดยทางการเวียดนาม เมื่อครั้งเข้า พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลฮานอย ก่อนหน้า การเสียชีวิตไม่ถึงเดือน คำแรกข้องป้าลม ที่เอ่ยออกมา ต่อรูปถ่ายนายผีคือ " คุณอัศ กลับบ้าน!!

เวลา 11.15 น. วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 นายผีกลับถึงแผ่นดินแม่ ณ จุดกึ่งกลางสะพานมิตรภาพ ด้วยรถตู้สีเทา เขามาในกระเป๋า STOW AWAY CLASSIC สีเขียว นำทางโดยพระภิกษุสามรูป ถือสายสิญจน์ผูก โยงเข้ากับกระเป๋า จากสะพานมิตรภาพก็มุ่งสู่วัดศรีสุมังค์ มีแว่วเสียงเพลงในท่วงทำนองคึกคัก เร่งเร้า ทว่าเนื้อหา ชวนสะเทือนใจ

หลังพิธีสวดบังสกุล , ได้นำกระดูกซึ่งอาบน้ำยาไว้ เกือบสมบูรณ์ทุกชิ้นส่วน ออกจากกระเป๋ามาจัดวางบนผ้าขาว ทำพิธีรดน้ำศพ ต่อเมื่อบรรจุกระดูกลงในโลงไม้ ป้าลมดึงผ้าแพรสีแดงเลือดนกฝืนใหญ่ออกมา ประดับด้วยดาว เหลืองดวงใหญ่ห่มคลุมร่าง " ลุงไฟ " อีกชั่วโมงถัดมา โลงสีขาวถูกยกขึ้นรถคัดเดิม ขบวนต้อนรับ นายผีคืนถิ่น แผ่นดินแม่ละจากฝั่งโขง มุ่งหน้าสู่นครราชสีมา โดยมีรถนำขบวน จากกองปราบปรามพิเศษ คอยอำนวน ความสะดวก นับเป็นประจักษ์พยานยืนยัน ถึงห้วงเวลาอัน สงบสันติ แม้ครั้งหนึ่งเขาจะยืนอยู่คนละฝ่ายกับรัฐบาลไทย ถึงขั้นจับอาวุธขึ้นต่อสู้ แต่เมื่อกลับถึบงวันเวลาที่เขากลับมา เขาได้รับทั้งเกียรติและการคารวะ
 


คืนวันที่ 22 พฤศจิกายน 2540 ณ สนามฟุตบอล สถาบันราชภัฏนครราชสีมา บทเพลง " คิดถึงบ้าน " ถูกขับขาน ร่วมกันด้วยน้ำเสียงของคนกว่าสามหมื่นคน อาจเป็นการขับขาน บทเพลงนี้ ซึ่งกระหึ่มดังมากที่สุด ในจำนวนนับแสน นับล้านเที่ยว ซึ่งเพลงบทนี้ ได้รับการขับขานมาตลอดห้วยเวลา 14 ปี นับแต่คาราวานนำมาบันทึกเสียงไว้ใน อัลบัม " บ้านนาสะเทือน " เมื่อปี 2526 ปีเดียวกับที่เจ้าของบทเพลงพลัดพรากจากถิ่นแผ่นดินเกิด

หลังพิธีเผาในวันที่ 11 มกราคม 2541 อัศนี พลจันทร ได้นอนอย่างสงบภายในอนุสรณ์สถานซึ่งสลัก คำว่า " เดือนเพ็ญ " ไว้บนพื้นหินอ่อน กลางไร่อ้อย ของคู่ชีวิต ณ จังหวัดกำแพงเพชร สงบลงในความเชื่อมั่นที่ว่า เพ็ญนั้นคงยังเด่นดวง ตราบใดที่สังคมยังเหลื่อมล้ำ และมีคนลุกขึ้นต่อกรกับความไม่เป็นธรรม...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

.

PEOPLE CHANNEL TV




วิทยุออนไลน์

สภาลานนา1

สภาลานนา2


สถานีวิทยุประชาธิปไตย
สถานี คนรู้ใจ
สถานี เสรีชน
สถานี ฅนไท
สถานี Baanram
สถานี V.O.D
สถานี แท๊กซี่
คนรู้ใจศรีบุญเรือง
สถานี คนรักไทย
สถานี ไทยเสรี
คนรู้ใจอุดรธานี
สถานี คนจริงใจ
predawn-radio.org
สถานีคนรักอุดร
สถานี รวมใจไทย

สถานีชุมชนเพื่อประชาชน