.

***อนิจา วาสนา ไพร่***


เรียกร้องเถอะ ร่ำหา กันให้ตาย
เคยบ้างไหม เคยได้ สิ่งที่หวัง
กราบแทบเท้า ติดดิน ร้องเสียงดัง
มีสักครั้ง บ้างไหม ใครเมตตา


สิ่งที่ขอ รอมา กี่ชาติแล้ว
ไร้วี่แวว สิทธิ ที่ใฝ่หา
เป็นแค่ไพร่ เขาชี้ เป็นอีกา
อย่าได้มา ร่วมหงส์ ดงผู้ดี


ร้องขอมา กี่ปี กี่ชาติแล้ว
ก็ไม่แคล้ว โดนด่า ฆ่าทุบตี
จากปู่ย่า มาถึง ทุกวันนี้
ถูกย่ำยี ไล่บี้ ให้จำนน


ตายแล้วสิบ เกิดใหม่ ได้เป็นแสน
แต่ขาแขน ถูกตรึง ด้วยเล่ห์กล
แล้วเมื่อไหร่ สิ่งนี้ จะหลุดพ้น
รับกฏโจร กฏหมาย ไร้ปราณี


อนิจา วาสนา ชะตาไพร่
ถูกใส่ร้าย กล่าวหา ว่าบัดสี
ทั้งหมอบกราบ ก้มไหว้ อย่างภักดี
แพ้วจี คนโฉด โป้ปดลวง


คงถึงครา แล้วหนา บรรดาไพร่
แม้ร่ำไห้ ร้องขอ ก็ช้ำทรวง
เขาไม่แล พวกเรา ไพร่ทั้งปวง
ต้องวัดดวง ทวงค่า ความเป็นคน



โดย ยรรยง ลูกชาวดิน

7 / มีนาคม / 2553
........


วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

...ไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีราษฎร...

มีบางคนเขาข่มขู่ประเทศ
จะเด็ดผลาญทุกเพศวัยไทยสยาม
ลำธารเลือดจะท่วมทุ่งทุกบุ่งทาม
"แสนก็ฆ่า" เกรงขามไหม...คนเสื้อแดง

ถึงขู่ฆ่าล้างโคตรบดขยี้ !
ก็ไม่หนี ใช่ไหม...คนใจแกร่ง
ด้วยศรัทธาความใฝ่ฝันมุ่งเปลี่ยนแปลง
ฟ้าร้ายแล้งให้เป็นโลกพระศรีอาริย์

มาเถิดมาอำนาจทาสสถุล
อำมาตย์ถ่อย คมกระสุน ขุนทหาร
ผู้เสพสุขกับโครงสร้างสุดดักดาน
เฆี่ยนราษฎรเป็นงัวงานเลี้ยงสังคม

มาเถอะมา ตะกั่วเหล็ก ทองแดงเลือด
เดือนคลังแสง ภาษีกู ซื้อสะสม
ถี่รัวปังรังเพลิงร้องก้องระงม
แถวหน้าล้ม แถวหลังหยัด ยังประจัญ

ฆ่าข้างเดียวได้อีกไม่นานนัก
กดกระอักจะระเบิดแรงอัดอั้น
กูตายได้ ! มึงก็ตายได้เหมือนกัน !
ชีวิตสั้น อุดมการณ์สิยืนยาว

มาเถอะมามวลมหาประชาชน
เฒ่า ฉกรรจ์ เด็กรุ่น คนหนุ่มสาว
ดงดิบเถื่อนตัดถนนด้วยตีนเรา
ก้าวทำทางเดินให้ถึงฟ้าสีทอง

วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

โปรดอย่าท้อ ถ้าเดินรอคนที่ล้ม

       หากเดินได้    จงเดิน  อย่าเมินหมาง
จงสร้างทาง    ไว้รอ  ก่อกำแพง
       มีหลายคน  รวมพลัง  ยิ่งแข็งแกร่ง
    เป็นเรี่ยวแรง  สังคม  อุดมการณ์

ณ วันนี้  มีคน  อีกมากมาย
         ที่เจียนตาย   ลุกล้ม  หนีซมซาน
   ทั้งที่ใจ  ยังสู้  พร้อมสืบสาน
   แต่ถูกมาร  ไล่ล่า  ไม่ปราณี

  โอกาสดี  มีท่าน  เล่าขานบอก
     ยังเข้านอก  ออกใน  ได้หลายที่
  อย่าได้ท้อ  จงเดิน  ถ้าทางมี
รอคนที่  เจ็บล้ม  ตรมหัวใจ

 หากมีท่าน  สืบสาน  แข็งขันต่อ
       เหมือนติดล้อ  คนล้ม  ให้เลื่อนใหล
         ความเจ็บปวด  จะจาง  เลือนหายไป
   วันชิงชัย   โชติช่วง  ควงกันเดิน
 
โดย..ยรรยง ลูกชาวดิน
         2 / ก.ค./ 2553

....................


วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร

 

นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในเวลาต่อมาได้เป็นวิทยากรให้กับวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายซึ่งนำมาซึ่งคำสั่ง 66/2523 เรื่องนโยบายต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ในรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เกิดที่ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2456 เป็นบุตรนายมี-นางเกต ทรัพย์สุนทร สมรสกับนางสาวอรพิน สัมฤทธิ์ มีบุตรด้วยกัน 1 คน
นายประเสริฐจบมัธยม 8 จากโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2479 เป็นอักษรศาสตร์บัณฑิตรุ่นที่ 2 ระหว่างศึกษาเป็นสารณียกรรับผิดชอบการจัดทำหนังสือมหาวิทยาลัย และได้รับเลือกเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ
เมื่อจบการศึกษา นายประเสริฐเข้ารับราชการเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จากนั้นจึงลาออกไปสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง จึงย้ายไปเป็นครูโรงเรียนฝึกหัดครูประถมพระนคร (วังจันทร์เกษม) เมื่อ พ.ศ. 2489 จึงลงสมัครอีกครั้ง และได้รับเลือกในสมัยรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ระหว่างเป็น ส.ส. ได้มีส่วนในการยกเลิก พ.ร.บ. การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2476


เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ประเสริฐสมัครเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และได้รับคัดเลือกไปศึกษาลัทธิมาร์กซ์ที่ประเทศจีน ได้รับเลือกเป็นกรรมการกลางพรรค และได้เข้าร่วมการประชุมสันติภาพสากล 3 ครั้งระหว่าง พ.ศ. 2494-95
นายประเสริฐเกิดความขัดแย้งทางแนวความคิดกับพรรค จึงเดินทางกลับเมืองไทยเมื่อ พ.ศ. 2501 และถูกจับในข้อหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ ในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถูกคุมขังอยู่เป็นเวลา 6 ปี ในระหว่างถูกคุมขังได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับการปฏิวัติไทยโดยสันติตามระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตลอดจนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ ต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นแนวทางที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เห็นด้วย และมีคำสั่งให้ยกฟ้อง จากนั้นนายประเสริฐได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาทางการเมือง ได้รับเชิญให้แสดงปาฐกแก่นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรหลายครั้ง


เขาได้สนับสนุนให้ก่อตั้งศูนย์กรรมกรแห่งประเทศไทยขึ้น ผลักดันให้มีการประกาศใช้กฎหมายแรงงาน เมื่อปี พ.ศ. 2515 ส่งผลเกิดสหภาพแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายขึ้นในประเทศไทย พ.ศ. 2517 ได้ร่วมเป็นผู้ก่อตั้งพรรคแรงงาน ซึ่งต่อมาพรรคนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคแรงงานประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2518 มีนายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เป็นหัวหน้าพรรค

ในปี พ.ศ. 2521 เกิดสงครามระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย นายประเสริฐได้เขียนบทความเรื่อง "ลัทธิประชาธิปไตย" ลงในนิตยสาร "ตะวันใหม่" ได้ผลักดันแนวคิดในรูปของแถลงการณ์และคำชี้แจงโดยผ่านทาง "ทหารประชาธิปไตย" เพื่อต่อสู้กับแนวคิดสังคมนิยมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
พ.ศ. 2523 ขณะที่การต่อสู้รุนแรงมากขึ้น รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 66/2523 เรื่องนโยบายต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ โดยพลตรีชวลิต ยงใจยุทธ เจ้ากรมยุทธการทหารบก เป้นผู้ร่าง โดยมีแนวคิดหลักมากจากแนวคิดของนายประเสริฐ มีการนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างกว้างขวาง กองอาวุธพากันวางอาวุธและหันมาร่วมพัฒนาชาติไทย ส่งผลให้สงครามกลางเมืองซึ่งดำเนินติดต่อกันมา 17 ปี ยุติลง


วันที่ 28-29 เมษายน พ.ศ. 2530 มีการประชุมผู้แทนประชาชนทั่วประเทศ จัดตั้งสภาปฏิวัติแห่งชาติขึ้นเป็นการสนับสนุนการปฏิวัติประชาธิปไตยของนายประเสริฐ และออกคำสั่งสภาปฏิวัติแห่งชาติที่ 1/2532 เรื่องการโอนอำนาจจากรัฐสภามาสู่สภาปฏิวัติแห่งชาติ และแถลงการณ์สภาปฏิวัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2532 นายประเสริฐถูกจับด้วยข้อหาทำลายความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมกับพวกรวม 14 คน
ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2537
นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ถึงแก่กรรมด้วยโรคเส้นโลหิตในหัวใจตีบตัน เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2537 อายุ 81 ปี


บทที่ ๓ ปูมหลังปัตตานี (นอกตำรา) โดย สอาด จันทร์ดี ย่ำค่ำกลางฤดูฝน....
ฝนตกไม่มากนัก แต่ก็เล่นเอาบริเวณก่อสร้างเฉอะแฉะเป็นส่วนใหญ่ คนงานของบริษัทต่างๆพากันเลิกงานก่อนจะมืด หน่วยงานของผมพากันเลิกตาม ผมเดินขึ้นไปที่จอดรถ คนขับรถบอกกับผมว่า มีคนงานรอพบอยู่ เขายืนหลบอยู่ใต้กันสาดห้องเก็บเครื่องมือ ผมมองไปจำได้ทันที คีย์แมนโทนของผมนั่นเอง
ผมเดินไปหาเขา "มีอะไรหรือโทน..." คีย์แมนโทนดึงผมเข้าไปกระซิบ "นายหัวครับ ขากลับให้ใช้เส้นทางใหม่นะ...อย่าใช้ทางเดิม..." ผมตอบรับทันที"ได้...ขอบคุณมากโทน.."

ว่าแล้ว ผมรีบเดินกลับมาที่รถ บอกกับคนขับให้ใช้เส้นทางสายที่ก่อสร้างใหม่ หลบออกจากเส้นทางจะนะ-ลานหอยเสียบ ซึ่งเป็นเส้นทางสายเก่าที่ใช้เดินทางเข้าออกทุกวัน ขณะคนขับรถพารถวิ่งออกมาจากโรงแยกแก๊ส ผมมองดูสองฝั่งด้วยความหงุดหงิด บ้านของเราแท้ๆแต่ต้องอยู่อย่างผู้อาศัย แล้ววันนั้นก็ผ่านไป
พอวันใหม่มาถึง จึงได้รับประกาศจากซัมซุงให้เลิกใช้เส้นทางจะนะ-ลานหอยเสียบ แล้วเขียนแผนที่ใหม่แนบมากับประกาศฉบับนั้นด้วย ทำให้ผมเกิดความรู้สึกชื่นชมคีย์แมนโทนมากยิ่งขึ้น เขาบอกข่าวที่ตรงกับสถานการณ์จริงทุกครั้ง ผมคิดของผมในใจว่า หนุ่มใหญ่ลูกอีสาน อดีตคนงานกรีดยางแล้วได้ลูกสาวเจ้าของสวนยางเป็นภรรยา แม้จะต้องเปลี่ยนศาสนา แต่ความทรงจำยังเต็มเปี่ยม เมื่อผมได้เขารุ่นหลานมาเป็นเพื่อน มิใช่แต่จะได้รับข่าวสารเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น ผมยังจะได้รู้ความลี้ลับนานาประการเอามาเติมแต่งความกระจ่างในเรื่องปัญหาภาคใต้ ให้กระจ่างมากขึ้น เปล่า...ผมไม่ใช่พวกสายลับ ผมไม่มีหน้าที่ด้านความมั่นคง ผมไม่ใช่ผู้รักษากฎหมาย และ ผมก็ไม่ใช่นักการเมือง ผมต้องการรู้ไปทำไม รู้แล้วทำอะไรได้

มันต้องทำได้ เพราะผมมีความเข้าใจในงานเขียน ผมบอกกับตนเองว่า ผมจะเขียนหนังสือสักเล่มหนึ่ง ออกมาสู่สายตาของพ่อแม่ประชาชน ซึ่งหนังสือเล่มนั้น จักต้องเป็นกุญแจไขไปสู่ความกระจ่าง ดังนั้น...เมื่อผมได้เพื่อนรุ่นหลาน "คีย์แมนโทน" ผู้ที่รู้จริง จะทำให้เรื่องปรากฎขึ้นในบรรณพิภพ ถ้าผมเขียนทันก่อนตายจากโลกนี้ไป ยังไงเสีย คนไทยจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างแน่นอน เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ผมยิ่งแสวงหาข้อมูลมากขึ้น เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ผมแยกทำเป็นสองส่วน ส่วนแรก ผมบันทีกไว้เป็นความทรงจำ อีกส่วน ผมเขีบนเป็นบทความส่งให้ นสพ.บ้านเมืองตามภาระหน้าที่

แต่เรื่องที่เขียนลงในบ้านเมือง ผมส่งต้นฉบับทางแฟกซ์จากจะนะเกือบทุกวัน สำหรับหนังสือเล่มนี้ เรื่องในเล่มนี้ทั้งเรื่อง ผมเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด เพื่อจะได้เล่าฉากต่างๆให้สามารถมองเห็นภาพเคลื่อนไหว อีกอย่างหนึ่ง การเขียนคมลัมน์ในหนังสือรายวันนั้น เราย่อยเรื่องราวออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เปรียบเหมือนเอาผ้าขาวผีนใหญ่มาฉีกเป็นริ้วแล้วแขวนให้ปลิวไสว ใครมาเห็นเข้าก็จะแปลกตาแตกต่างกันออกไป ส่วนการบรรจุเนื้อหาสาระที่จะให้มันเป็นแท่งใหญ่ ย่อมเป็นไปไม่ได้ การเขียนย่อย จึงไม่อาจขยายความชัดเจนได้ จะทำได้ก็เพียงการโน้มน้าว ความรู้ลึกนึกคิดเล็กๆน้อยๆเท่านั้น หนังสือทำเป็นเล่มหนาเต็มมือจะขยายความได้มากกว่า ผมจึงเห็นเนื้อตัวของ คึย์แมนโทน เป็นคนสำคัญของผม เพราะเขาจะเป็นคนนำผมไปสู่เวทีน้อยใหญ่ในสถานการณ์สงครามโหด ที่มีวัตุประสงค์บั่นทอนความมั่นคงของเประเทศไทย

อาทิตย์ต่อมา....ในวันพักผ่อน
ผมเก็บตัวอยู่ในห้องพัก นั่งอ่านบันทึกเก่าๆอย่างใจจดใจจ่อ บันทึกเล่มนั้นเป็นปูมหลังของจังหวัดปัตตานี แต่เป็นปูมหลังนอกตำรา ที่ผมได้มาจากผู้รู้และการค้นคว้า ผมขอเล่าตรงนี้ก่อน ย้อนไปสู่อดีตนับพันปี ซึ่งเป็นปูมหลังของปัตตานี(นอกตำรา) ย้อมไปปี พ.ศ. ๒๑๐ ขณะนั้นประเทศไทยของเรามีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เรียกตัวเองว่า "สุวรรณภูมิ" มีเนื้อที่ใหญ่โตกว่าปัจจุบันมากกว่า ๑ เท่าตัว แต่จำนวนประชาชนมีน้อยนิด ประชาชนทั้งหมดนับถือพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เนื่องจากพระพุทธศาสนาถูกเผยแพร่เข้ามาในประเทศไทยยูคต้นๆ ยุคก่อนพระเจ้าอโศกมหาราชประมาณ ๑๑๕ ปี กล่าวคือเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันท์ปรินิพพาน เราเริ่มนับปีพุทธศักราช ๑ ซึ่งเรียกย่อว่า พ.ศ. พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในชมพูทวีปได้ประมาณ ๓๐๐ ปี ก็ได้เกิดปัญหาเสื่อมทรุดอย่างรุนแรง เมื่อพระเจ้าอโศกขึ้นครองราชย์ ได้จัดการสัมมนาพระพุทธ แล้วแก้ใขปัญหาอย่างยิ่งใหญ่ เริ่มชึ้นในปี พ.ศ. ๓๒๕ พระพุทธศาสนาจึงตั้งอยู่ได้

พระพุทธศาสนาเข้ามาถึงประเทศไทยก่อนหน้าที่แล้ว ตั้งแต่ก่อนพระเจ้าอโศกมหาราชจะทรงแก้ใขปัญหา เชื่อว่าพระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลงในสุวรรณภูมิตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๑๐ เป็นต้นมา แต่พี่น้องชาวพุทธพากันกล่าวว่า พระพุทธศาสนามาถึงประเทศไทยตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพ ทั้งนี้ โดยอาศัยความเชื่อในรอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับรอยฝ่าพระบาทไว้

เช่น พระพุทธบาท สระบุรี พระพุทธบาทพระแท่นดงรัง จ.สุพรรณบุรี พระธาตุอิงฮัง ตั้งอยู่ในแขวงสุวรรณเขตประเทศลาว ผมถามพี่น้องชาวลาวว่า ทำไมจึงเรียกพระธาตุอิงฮัง พี่น้องชาวลาวตอบว่า "อิง" หมายถึงการมาพักพิง ส่วนคำว่า "ฮัง" หมายถึงต้นรัง แล้วอธิบายต่อไปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าสมณโคดม เสด็จมาพักพิงใต้ต้นรังเป็นเวลานานถึ่งหนึ่งเพ็ญแล้ว เสด็จกลับชมพูทวีป เรื่องเหล่านี้เป็นปูมหลังนอกตำรา ไม่มีหนังสือประวัติศาสตร์ยืนยัน คนโบราณพากันเล่าขานสืบต่อกันมาว่า พระพุทธศาสนาได้เข้ามาถึงสุวรรณภูมิตั้งแต่เริ่มแรกประกาศพระศาสนา ไม่ใช่จะเพิ่งเข้ามาเมื่อไม่นาน ยังมีข้ออธิบายอีกว่า การก่อสร้างปราสาทพระราชวัง ล้วนแต่มีศิลปะงดงามภายใต้พุทธศิลป์ การที่จะมีพุทธศิลป์เกิดขึ้นได้ หมายถึงการสืบสานวัฒนธรรมเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก่อน จึงมีอิทธิพลต่องานศิลปะทั้งปวง เมื่อเป็นเช่นนี้ จะว่าพระพุทธศาสนาเพิ่งเข้ามาสู่สุวรรณภูมิจึงเป็นไปไม่ได้

ดังนั้น จึงกล่าวได้อย่างไม่ผิดเลยว่าพระพุทธศาสนา คือพระศาสนาดั้งเดิมของประเทศไทย ตั้งแต่ยุคใช้ชื่อ "ชาวสุวรรณภูมิ" หรือหากจะกล่าวว่าก่อนหน้านั้น คนไทยนับถื่อศาสนาอะไร ก็จะตอบได้เลยว่า ส่วนมากจะนับถือผี คนไทยไม่เคยนับถือคริสต์และอิสลามมาก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากศาสนาทั้งสองเพิ่งจะเกิดขึ้นในโลกภายหลังพระพุทธศาสนาห่างกันเนิ่นนาน ศาสนาคริสต์เกิดหลังพระพุทธศาสนา ๕๔๓ ปี และศาสนาอิสลามเกิดภายหลังพระพุทธศาสนา ๑๑๒๒ ปี

เมื่อไม่มีคริสต์ ไม่มีอิสลามในยูคต้นๆ ดินแดนแถบใต้ทั้งหมด นับถือพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น แล้วก็มาถึงปัตตานี...ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า ๓๐๐๐ ปีย้อนหลัง สมัยโน้นไม่เคยมีชื้อปัตตานีมาก่อน ดินแดนแถบนี้ไม่มีผู้คนชาติอื่นเป็นเจ้าของ แต่ในสมัยนั้น คนไทยได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในสุวรรณภูมิมาก่อนแล้ว คนไทยในยุคนั้นมีทั้งไทยน้อย ไทยใหญ่ อ้ายลาว แยกกันครอบครองพื้นที่เป็นพระราชอาณาจักรหลายที่หลายแห่ง โดยมีภาษาพูดเป็นของตนเอง

จึงสันนิษฐานว่าคนไทย กลุ่มที่ปกครองสุวรรณภูมิมิได้ประกาศเป็นเจ้าของดินแดนแถบนี้ ตั้งแต่หลวงพระบางลงมาจนถึงใต้สุดทีเดียว ซึ่งหมายถึงเลยปัตตานีลงไปอีกจนถึงแหลมมลายู สิ้นสุดที่ชายทะเลมหาสมุทรแปซิฟิคโน้น แล้วได้จัดการส่งผู้ปกครองไปบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อส่งไปแล้ว เจ้าองค์นั้นแยกเป็นอิสระเลยก็มี ยังคงส่งส่วยสวามิภักดิ์อยู่ก็มี

เมื่อเป็นเช่นนี้ คำว่า "ปัตตานี" จึงไม่เคยมีมาก่อน และก่อนที่จะเป็นปัตตานีขึ้นมา ดินแดนแถบนี้เริ่มรู้จักกันในนามว่า "เมืองลังกาสุกะ" ประชาชนเรียกตัวเองว่าชาวลังกาสุกะ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นไทยหรือคนเผ่าไหน ชื่อสังกาสุกะ เป็นชื่อที่เล่าขานบอกกล่าวสืบต่อกันมา

คนลังกาสุกะจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มของคนไทยดั้งเดิมที่นับถือผี เมื่อพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นในโลก และได้เผยแพร่เข้ามาถึง ก็เปลี่ยนเป็นพุทธ แต่ไม่มีความมั่นคง เนื่องจากจำนวนผู้คนมีไม่มาก และไม่มีคัมภีร์พระไตรปิฏก ทำให้ขาดทฤษฏี ไม่อาจยึดหัวหาดได้มั่นคงได้

เมืองลังกาสุกะ หรือปัตตานีในปัจจุบัน เป็นดินแดนที่อุดมสมบรูณ์ มีทะเลสวยงาม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยข้าวปลาอาหาร เป็นเมืองใกล้ช่องแคบมะละกา เป็นเส้นทางผ่านขอทางทะเล จึงเป็นจุดพักพิงของ คนจึน อินเดีย แขกชวา ใครที่เดินทางมาถึงแล้วเลยไปก็มี พากันตั้งถื่นฐานอย่างถาวรก็มี จึงมีเรื่องเล่าขานกันยาวนานว่า เมืองลังกาสุกะมีความอุดมสมบูรญ์ยิ่งนัก

วันเวลาผ่านไปอีกยาวนาน ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน ชาวลังกาสุกะตั้งรกรากด้วยความสงบ มีการไปมาหาสู่ระหว่างชาวลังกาสุกะกับเมืองหลวง โดยกล่าวว่าในสมัยกรุงศรีอยุทธยา หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดในสมัยท่านยังหนุ่มแน่น ท่านอยู่เมืองลังกาสุกะ ในยุคนั้น เมืองลังกาสุกะได้ต้อนรับชาวเรือต่างถิ่น เดินทางมาค้าขายมากขึ้น ต่อมา...ด้วยเวลาอันยาวนานอีกเช่นกัน ด้วยอิทธิพลของคนมาใหม๋ ทำให้เชื้อสายลังกาสุกะกลายพันธ์แทบไม่เหลือ ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าเมืองผู้ครองนคร ได้เปลี่ยนศาสนา เปลี่ยนจากพุทธไปนับถืออิสลาม เมื่อเจ้าผู้ครองนครเปลี่ยนศาสนา ชาวลังกาสุกะก็ต้องปฎิบัติตาม

ส่วนชาวกรูงศรีอยุทธยายังคงหนักแน่นอยู่กับพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินของกรุงศรีอยุทธยา ไม่มีพระหฤทัยเอนเอียงไปศาสนาไหน เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมเคยถามความเห็นท่านผู้รู้ว่า เหตุใดพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีฯ จึงตั้งมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ในขณะเจ้าผู้ครองนครลังกาสุกะไม่มีความหนักแน่นเลย ท่านผู้รู้ตอบว่า สังกาสุกะไม่มีคัมร์ภึพระไตรปิฏกให้ยึดเหนี่ยว จึงทำให้ความซาบซึ้งตกหล่นไปเป็นอันมาก ทำให้ขาดสติปัญญา ไม่มีความรู้ความเข้าใจในหลักพระศาสนาที่แท้จริง เมื่อไปเห็นของอะไรแปลกกว่าเดิม ก็จะลุ่มหลงได้ทันที ตั้งแต่เจ้านครลังกาสุกะเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม
ชาวลังกาสุกะทั้งมวลก็เป็นอิสลามด้วย

ผมพลิกเรื่องปูมหลังของปัตตานีด้วยความพินิจพิเคราะห์ ซึ่งเป็นปูมหลังที่ไม่มีการเขียนไว้ในหอสมุดแห่งชาติ ผมโชคดีที่ได้รับฟังนักปราชญ์คนสำคัญของประเทศเมื่อหลายปีก่อน แล้วได้บันทึกเอาไว้ซึ่งถือเป็นความรู้นอกตำรา (ท่านจะได้อ่านปูมหลังในตำราในบทต่อไป)

นักปราชญ์ท่านผู้รู้ผู้นั้นคือ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ท่านผูนี้ได้ให้ความรู้แก่ผมอย่างไม่ปิดบังอำพราง คนที่ได้เข้าใกล้นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทรในยุคนั้นมีหลายคน เช่น วึระ ถนอมเลี้ยง ดร.สอาด ปิยะวรรณ นายสวัสดิ์ ลูกโดด ฯลฯ แล้วก็ผม นายสอาด จันทร์ดี

คนไทยห้วก้าวหน้ายุคโน้นรู้ดีว่าคนชื่อประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ได้แสดงตนเป็นผู้**วชาญลัทธิคอมมิวนิสต์ พล.อ ชวลิต ยงใจยุทธ ก็เป็นคิษย์ของประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ผมขอเล่าความแตกต่างบางประการ ที่เกี่ยวข้องกับนายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ที่สอนลัทธิการเมือง รวมทั้งสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ให้แก่ใครต่อใคร ท่านผู้นี้จะยอมเสียเวลาสอนเป็นการส่วนตัวให้แก่ทุกคนด้วยความเสียสละ เรียกว่าให้ความรู้เรื่องโน้นเรื่องนี้เป็นรายตัว หรือไม่ก็สอนอย่างมากไม่เกินครั้งละ ๒ คน เรียกว่าสอนแบบใครได้ฟัง คนนั้นรับรู้เอาไปเต็มๆ

เช่นเรื่องทหารประชาธิปไตยเป็นต้น ผมอยากรู้เรื่องปัตตานี นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ท่านก็เล่าให้ฟัง ๑ วันเต็ม นอกจากนี้ ผมยังได้รับฟังความรู้เกี่ยวกับลัทธิประชาธิปไตย ทุนนิยม สังคมนิยม และ คอมมิวนิสต์ แต่ที่ประทับใจผมมากที่สุด ได้แก่ปัญหาแบ่งแยกดินแดนที่พวก "โจรปัตตานี" ต้องการได้อำนาจในดินแดนแถบนี้ความจริง ผมไม่เคยเรียกท่านผู้นี้ว่า นายประเสริฐทรัพย์สุนทร แต่ผมจะเรียกท่านผู้นี้ว่าอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร บอกว่าพวกที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนต้องการเอาปัตตานีไปเป็นรัฐอิสลาม เกิดจากคนไทยเชื้อสายมลายูไม่ใช่เกิดจากคนไทยเป็น กบฎกันเอง

อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทรบอกว่า อิสลามในประเทศไทยมี ๒ กลุ่ม ซึ่งเราเรียกว่าแขกหรือบัง แขกพวกหนึ่ง ใจไม่รักคนไทยเลย ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนไทย แขกพวกนั้นเรียกว่า แขกมลายู อีกพวกหนึ่งเรียกว่า แขกไทย ผมถามว่าอะไรคือแขกไทย

อาจารย์ประเสริฐตอบว่า แขกไทยก็คือพี่น้องอิสลามที่เป็นคนไทยทั้งกายและใจ เช่นท่านจุฬาราชมนตรี แล้วอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ได้เอ่ยถึงชื่อคุณดำรง พุดตาล - เล็ก นานา ให้ฟัง โดยกล่าวว่าลักษณะของคนเหล่านี้น่าเลื่อมใส ไม่เอาเรื่องศาสนามาเป็นปัญหาไม่ว่ากรณีใดๆ สังคมไทยไม่เคยเกิดความรู้สึกว่ามีการแบ่งแยก

ท่านเหล่านี้เราเรียกว่าแขกไทย ส่วนแขกที่มีอีกพวกหนึ่ง ในใจไม่ยอมเป็นคนไทย แขกพวกนั้นแม้จะอยู่ในประเทศไทยก็เรียกว่าแขกมลายู พวกแขกมลายูตั้งตัวเป็นโจรปัตตานี อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร กล่าวว่า เราถูกแขกที่ไม่ยอมเป็นคนไทยก่อการกบฎ กระด้างกระเดื่องหลายครั้งหลายหน แขกพวกนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียง อีกส่วนหนึ่งหนีตำรวจเข้าไปอยู่ในประเทศมลายู แล้วร่วมมือกันก่อกบฎต่อประเทศไทย ทำให้เราเข้าใจผิดว่า เพื่อนบ้านแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ท่านบรรยายให้ผมฟังด้วยการยืนพูดติดต่อกัน ๓ ชั่วโมง สุดท้าย ท่านสรุปว่า ถ้าแก้ไม่ถูก จะถูกแขกในปัตตานีร่วมมือกับแขกที่หนีไปตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศมลายูเพื่อนบ้านเรา กระทำการใหญได้สำเร็จ เนื่องจากพวกนักการเมืองของประเทศไทย ไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจแนวทางแก้ปัญหา ปล่อยให้แขกกบฎปลุกปั่นยุยงประชาชน



ผมพลิกปูมหลังปัตตานีด้วยความตื่นเต้น แต่มันเป็นปูมหลังนอกตำรา ไม่มีเขียนเอาไว้ในประวัติศาสตร์ อีกประการหนึ่ง คนไทยไม่ได้จัดระบบชนเผ่าให้คนในชาติได้ศึกษา ไม่มีหลักสูตรในโรงเรียนและ หาวิทยาลัยที่เป็นประวัติศาสตร์ของชนเผ่า จึงไม่มีเรื่องชนมลายู คนไทยด้วยกัน จึงทึกทักเอาว่าทุกคนเป็นคนไทย แต่เจ้าตัวเขาบอกว่าเขาไม่ใช่คนไทย

อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร บอกเอาไว้ว่า ความล้าหลังของประเทศไทยที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ระบบนายทุน ขุนศึก ศักดินา แต่ที่น่ากลัวมากได้แก่ "อวิชชา" ที่มีในหลายเรื่องหลายปัญหาด้วยกัน อวิชชาตัวนี้ได้บ่อนทำลายความก้าวหน้า ความมั่นคงของประเทศ ทั้งๆที่คนไทยได้ยินคำว่าอวิชชามาเนิ่นนาน พระท่านก็เทศน์ให้ฟังไม่เคยขาดเลย

ในกรณีของปัตตานี รากเหง้าคืออวิชชา ซึ่งแปลว่าความไม่รู้ก็ได้ แปลว่าถูกอารมณ์ต่ำขวางกั้นได้ หรือแปลว่า ความโง่เขลาก็ได้ อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ให้ความรู้แก่ผมไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘...ยังทันสมัยเปี๊ยบ

(โปรดติดตาม อ่านตอนต่อไป บทที่ ๔)
จากหนังสือ กระเทาะเปลือก ไฟใต้ ใครบงการ ?

อัศนี พลจันทร

อัศนี พลจันทร หรือ นายผี และ สหายไฟ หรือ ลุงไฟ (15 กันยายน 246128 พฤศจิกายน 2530) นักประพันธ์และนักปฏิวัติชาวไทย รู้จักกันในฐานะผู้แต่งเพลงเดือนเพ็ญ (คิดถึงบ้าน)



อัศนี พลจันทร เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2461 ที่บ้านท่าเสา ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี) บิดาคือ พระมนูกิจวิมลอรรถ (เจียร พลจันทร) มารดาคือ สอิ้ง พลจันทร ซึ่งหากสืบเชื้อสายบิดาขึ้นไปจนถึงสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี จะพบว่าต้นตระกูลคือ พระยาพล[ต้องการอ้างอิง] เดิมชื่อนายจันทร์ เคยรบกับพม่า จนได้ชัยชนะและเป็นผู้รั้งเมืองกาญจนบุรีในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จบชั้นมัธยม 5 แล้วศึกษาต่อจนจบชั้นมัธยม 8 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2479 ในขณะที่ศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สนใจในด้านวรรณกรรมโดยใช้นามปากกาว่า นายผี และเป็นที่รู้จักเมื่ออัศนีได้เป็นคนควบคุมคอลัมน์กวี ในนิตยสารรายสัปดาห์ 'เอกชน
อัศนีเริ่มรับราชการครั้งแรกเป็นอัยการผู้ช่วยชั้นตรี เมื่อ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 และได้ถูกย้ายไปอยู่ที่จังหวัดปัตตานี เนื่องจากมีปัญหากับหัวหน้างาน ครั้นมาอยู่ปัตตานีได้ 2 ปี ก็ถูกสั่งย้ายอีก ด้วยทางการระแคะระคายว่า ให้การสนับสนุนชนชาวมลายูต่อต้านรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ครั้งนี้ให้ไปที่สระบุรี ผ่านไป 4 ปีเศษ มีคำสั่งให้ย้ายไปอยู่อยุธยา เนื่องจากกรณีขัดแย้งกับข้าหลวง จากนั้นถูกสั่งให้กลับมาประจำกองคดี กรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย เหตุเพราะความเป็นคนตรงไปตรงมา ภายหลังมีปัญหาท้ายที่สุดจึงตัดสินใจลาออกเมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2495
ในช่วง พ.ศ. 2495 จอมพล ป. ได้มีการจับกุมนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ที่มีผลงานไม่เห็นด้วยกับทางรัฐบาล ทำให้นายผีต้องหลบหนีแต่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยในขณะนั้นได้มีผลงานวรรณกรรมออกมาหลายเรื่อง ซึ่งได้แก่ "ความเปลี่ยนแปลง", "เราชนะแล้วแม่จ๋า"
ในปี พ.ศ. 2504 ได้ปรากฏตัวอีกครั้งในนาม สหายไฟ ภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งภายหลังบุคคลภายในพรรคได้ถูกจับกุมทำให้อัศนีต้องเร่ร่อนไปอยู่เวียดนามและจีนในเวลาต่อมา และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 ในแขวงอุดมไซ ประเทศลาว และได้นำกระดูกกลับสู่แผ่นดินแม่เมื่อ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540


ช่วงชีวิตของอัศนี มีงานเขียน บทกวี มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบทกวีที่ชื่อ อีศาน ที่ลงพิมพ์ในสยามสมัย นับเป็นบทกวีที่ลื่อเลื่อง จนกลายเสมือนเป็นตัวแทนนายผี จิตร ภูมิศักดิ์ ยกย่องกวีบทนี้ว่า ตีแผ่ความยากเข็ญของชีวิตและปลุกเร้าวิญญาณการต่อสู้ของประชาชนได้อย่างเพียบพร้อม มีพลัง ทั้งเชิดชูนายผีเป็น มหากวีของประชาชน โดยผลงานได้มีการกล่างถึงมากมายในช่วง เหตุการณ์ 14 ตุลา
เพลง คิดถึงบ้าน หรือ เดือนเพ็ญ ที่อัศนีเขียนขึ้นเพราะความรู้สึกคิดถึงบ้านของตัวเขาเอง ได้รับการยกย่องว่า หากนับเพลงนี้เป็นเพลงเพื่อชีวิต ก็สมควรจะเรียกได้ว่าเป็น สุดยอดเพลงเพื่อชีวิต ด้วยเป็นเพลงที่ถูกบันทึกเสียงและขับขานในวาระต่าง ๆ มากที่สุดเพลงหนึ่งในห้วงทศวรรษที่ผ่านมา และน้อยคนเหลือเกินที่ได้ฟังเพลงนี้แล้วจะรู้สึกเฉย ๆ กับความหมายที่กินใจที่เพลงสื่อออกมา เพลงคิดถึงบ้านนี้ ทำให้ชื่อ นายผี อัศนี พลจันทร เป็นที่รู้จักและจดจำในวงกว้าง

นามปากาของอัศนี มีหลายหลายชื่อ ได้แก่ นายผี, อินทรายุทธ, กุลิศ อินทุศักดิ์, ประไฟม วิเศษธานี, กินนร เพลินไพร, หง เกลียวกาม, จิล พาใจ, อำแดงกล่อม, นางสาวอัศนี

ในบทความรวมเล่มเรื่อง "ชีวิตและผลงาน ตำนานนายผี อัศนี พลจันทร" ของประวุฒิ ศรีมันตระ ระบุว่า อัศนีถึงแก่กรรมที่แขวงอุดมไชยในประเทศลาว และนางวิมล พลจันทร ภรรยา เดินทางไปรับกระดูกสามีและสิ่งของบางอย่างจากทางการประเทศลาวกลับมาบำเพ็ญกุศลในเมืองไทยเมื่อพฤศจิกายน 2540 หลังจากที่ติดต่อสืบถามอยู่นาน

บทกวีขนาดสั้นที่มีชื่อเสียงแพร่หลายที่สุดของนายผี คือ "อีศาน" (อีสาน) ใจความตอนหนึ่งว่า

"ในฟ้าบ่มีน้ำ ในดินซ้ำมีแต่ทราย

น้ำตาที่ตกราย ก็รีบซาบบ่รอซึม

แดดเปรี้ยงปานหัวแตก แผ่นดินแยกอยู่ทึบทึม

แผ่นอกที่ครางครึม ขยับแยกอยู่ตาปี"


ส่วนบทเพลงที่คนไทยรู้จักดีคือเพลง "เดือนเพ็ญ" หรือที่จริงๆ ชื่อเพลงว่า "คิดถึงบ้าน" นายผีแต่งเป็นเนื้อเพลงสำหรับร้องเข้าทำนองเพลงไทยเดิม คำที่ใช้เป็นคำง่ายๆ ใช้อุปมาที่เกี่ยวพันกับธรรมชาติและชีวิตของชาวไร่ ชาวนาในชนบทสะท้อนรำลึกถึงถิ่นเกิดที่ตนผูกพันและหมายจะกลับคืน ไม่ผูกมัดกับอุดมการณ์ทางการเมืองเฉพาะแนว ด้วยเหตุนี้จึงได้รับความนิยมไปทั่วแม้ในกลุ่มต่างขั้วอุดมการณ์ทางการเมือง แต่ความแพร่หลายก็เป็นเหตุให้เกิดความเพี้ยนในคำร้องบ้าง เพราะนายผีใช้วิธีจดจำ ไม่มีเนื้อร้องมาตรฐาน

คอร์ดกีต้าร์ของเพลงเดือนเพ็ญ แต่งเนื้อร้องและทำนองโดย อัศนี พลจันทร
Fullmoonsong.gif
  • คำว่า "บอกเขาน้ำนา"
ความจริงแล้ว ผู้แต่งแต่งว่า "บอกเขานำนา" หมายความว่า บอกเขาด้วย มิได้มีความหมายว่า บอกภูเขา น้ำ และนา อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน



"ถ้าผู้ชายคนหนึ่งเทใจทุ่มชีวิตให้กับอะไรสักอย่าง กระทั่งนิยามความถูกต้องดีงามไว้กับสิ่งนั้น ชัยชนะในเรื่องนี้ย่อมหมายถึงการเดินทางไปพบกับความครบถ้วนของตัวตนในเบื้องลึกของความรู้สึก ส่วนการพ่ายแพ้ ย่อมไม่อาจเป็นอื่นนอกจากการถอนราก ถอนโคนชีวิตของเขา..." เสกสรรค์ ประเสริฐกุล พูดถึงนายผี

บทกวีต่อไปนี้จาก "สัจจาภิรักษ์" กวีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อ่านโดยสหายชาวนา ณ จุดกึ่งกลางสะพานมิตรภาพ 22 พ.ย. 2540
เพราะเกิดมา เพื่อต่อสู้ ผู้กดขี่
ตราบจนสิ้น อินทรีย์ เป็นผุยผง
อุดมการณ์ ที่สานฝัน ยังมั่นคง
จักดำรง สืบทอด ตลอดกาล
เป็นเปลวไฟ นำทาง ไปข้างหน้า
ส่องวิถี ชี้มรรคา แก่ลูกหลาน
ทั้งจักได้ จดจำ เป็นตำนาน
ไว้เล่าขาน เพื่อมวลชน ได้ยลยิน
เป็นกองหน้า เป็นแบบอย่าง ถึงที่สุด
เป็นพลัง ที่ก้าวรุด ไม่สุดสิ้น
เก่าจากไป ใหม่เกิดมา เป็นอาจิณ
จนตราบสิ้น ผองพาล มารสังคม



ปี พ.ศ.2518 ประเทศลาวได้เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยขบวนการคอมมิวนิสต์สายโซเวียต อันใช้กำลังหลัก จากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม พรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทยต้องตัดสินใจ ว่าจะใช้ทฤษฏี " โดมิโน " สายโซเวียต ที่ยึดแนวคิดเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย การใช้กองกำลังต่างชาติเข้าสนับสนุน หรือจะยึดตามอย่าง สายจีน ที่เน้นใช้วิธีเปลี่ยนแปลงความคิดประชาชาติ ปลุกเร้าอุดมการณ์รอจนกว่า จะเกิดความสุขงอมทางความคิด ในประชาชาตินั้นๆเอง

ส่วนหนึ่งรับข้อเสนอของคอมมิวนิสต์สายโซเวียต เตรียมการปฏิวัติโดยกองกำลังตลอดแนวลำน้ำโขง อันเชื่อมต่อประเทศไทย ในฐานะระดับนำคนหนึ่ง นายผีได้คัดค้านการใช้กองกำลัง ยืนยันการเปลี่ยนแปลง ปฏิวัติประเทศต้องเกิดจากเงื่อนไขของสังคมไทย และโดยคนไทยด้วยกันเอง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สหายไฟ ต้องถูกจำกัดการเคลื่อนไหวตลอดเวลาของการอยู่ในลาว กระทั่งสถานการณ์ขัดแย้ง ระหว่างจีนและเวียดนาม ถึงจุดแตกหัก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งถูกระบุว่าเป็น คอมมิวนิสต์สายจีน จึงต้องเคลื่อนย้ายผู้คน ออกจากลาว และนายผีได้กลับเข้ามาที่ฝั่งไทย ในปี พ.ศ.2522

ปี พ.ศ.2526 หลังวันครบรอบวันเกิดนายผีไม่นาน ได้เกิดศึกภูเมี่ยงขึ้นในเขตน่านเหนือ ด้วยความเสียหายอย่างหนัก ทำให้นายผีต้องเดินทาง ข้ามลำน้ำโขงไปเจรจาขอซื้อข้าวกับกรรมการกลางเขตหงสาของลาว ขณะนั้นเกิดการแตกพ่ายของฐานที่มั่นเขต 4 ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน ในยุทธการล้อมปราบ ของรัฐบาล นับตั้งแต่การแตกหนี เข้าสู่ฝั่งลาวในครั้งนั้น นายผีและพลพรรคสหายที่หนีเข้าสู่ลาว ถูกปลดอาวุธและจำกัดบริเวณ ขณะที่ป้าลม (วิมล พลจันทร - ภรรยา) ติดตามขบวนใหญ่ซึ่งเคลื่ออนลงเขตน่านใต้ เป็นจุดเริ่มต้นของความพลัดพรากตลอดกาล! และป้าลม จึงได้คืนกลับสู่ นาครในเวลาต่อมา

นับแต่ปี พ.ศ.2526 ซึ่งพลัดพรากจากกัน นายผีอยู่ฐานที่มั่นฝั่งลาว มีบรรดาเยาวกวี ปัญญาชนหนุ่มสาว ต่างแวะเวียนมาปรับทุกข์ ในความขัดแย้ง สถานการณ์ปฏิวัติ นายผีผู้เฒ่าจะตรวจงานเขียน พร้อมคำวิจารณ์และให้กำลังใจ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ ภายในพรรคคอมมิวนิสต์เริ่มส่อเค้าความขัดแย้งทางความคิด ระอุด้วยบรรยากาศอันเกิดแต่การแย่งชิงการชี้นำ ความคิดทางการเมือง บรรยากาศ เช่นนั้นเอง ที่สร้างความเบื่อหน่ายให้แก่เหล่าปัญญาชนปฏิวัติ กระทั่งแปรมาเป็นการ ตั้งคำถาม และตรวจสอบเป้าหมาย จนตัดสินใจคืนสู่นาครในที่สุด

ที่นั่นนายผีดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง มักโดนตำหนิวิจารณ์จาก สหายนำด้านทฤษฏีว่า เป็นศักดินาปฏิวัติ บ้างก็ว่าเป็น ปัญญาชนนายทุนน้อย หรือไม่ก็เป็นวีรชนเอกชน ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของนายผี ที่สุรชัย จันทิมาธร บันทึกไว้ว่า " เขาเป็นคนหัวแข็งดื้อรั้น สิ่งใดไม่ถูกเขาจะสู้หัวชนฝา " ขณะอยู่ที่ลาว นายผีต้องได้รับความเจ็บปวดจากโรครูมาตอย ช่วงที่มีอากาศหนาวมัก จะล้มหมอนนอนเสื่อ กระดุกกระดิกไม่ได้ด้วยปวดตามกระดูกข้อต่อ และเจ็บป่วยด้วย โรคกระเพาะเรื้อรังอันกลายมาเป็นมะเร็งในลำไส้

กระทั่งเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2530 นายผีได้เสียชีวิตลงที่แขวงอุดมไชย ประเทศลาว อีกหลายปี ต่อมาป้าลมได้ข่าวเป็นที่แน่ชัดว่านายผีได้เสียชีวิตแล้วจริง ป้าลมปรารถนานำกระดูกนายผีกลับมา ประกอบพิธี ศาสนาแต่ก็เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ด้วยฐานะตำแหน่งนายผีในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้น มีความสำคัญ อีกทั้ง กระบวนทัศนะถูกจัดนับอยู่ฝ่ายโต้แย้ง ผนวกกับการเมือง ของภูมิภาคอินโดจีน อันซับซ้อน ถึงแม้ว่านายผี จะละร่างไปแล้ว ทว่าเพียงกระดูกที่เหลืออยู่ ก็เปรียบเสมือนพลังอันยังบรรจุเต็ม ด้วยศักยภาพมากพอที่จะส่งผล กระทบหรือเกิดปัจจัย เคลื่อนไหวบางอย่าง

สิบปีต่อมาหลังจากการเสียชีวิตของนายผี คือในปี พ.ศ.2540 ป้าลมร่วมกับกลุ่มมิตรสหายซึ่งศรัทธาในตัวนายผี เช่น กลุ่มเครือข่ายเดือนตุลาฯ , กลุ่มศิลปินเพลงเพื่อชีวิต , กลุ่มนักเขียน ได้ติดต่อนำกระดูกนายผีกลับบ้าน ด้วยการติดต่อผ่านสถานทูตและประสานกับสมาคมมิตรภาพไทย-ลาว ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 ป้าลม พร้อมด้วย สุรชัย จันทิมาธรและแสวง รัตนมงคลมาศ ข้ามฝั่งลำน้ำโขง เข้าสู่เวียงจันทน์ จึงได้พบกับภาพถ่าย สุดท้ายของนายผี เป็นภาพชายชราในลักษณะ อ่อนโรยด้วยอายุ และเชื้อไข้ ผมสีดอกอ้อเพิ่มมากกว่าที่เคยเห็น ทว่านัยน์ตานั้น ยังเปล่งประกายบริสุทธิ์เยี่ยงเดียวกับคืนวันเก่าก่อน ซึ่งเป็นภาพถ่าย ที่ถ่ายโดยทางการเวียดนาม เมื่อครั้งเข้า พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลฮานอย ก่อนหน้า การเสียชีวิตไม่ถึงเดือน คำแรกข้องป้าลม ที่เอ่ยออกมา ต่อรูปถ่ายนายผีคือ " คุณอัศ กลับบ้าน!!

เวลา 11.15 น. วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 นายผีกลับถึงแผ่นดินแม่ ณ จุดกึ่งกลางสะพานมิตรภาพ ด้วยรถตู้สีเทา เขามาในกระเป๋า STOW AWAY CLASSIC สีเขียว นำทางโดยพระภิกษุสามรูป ถือสายสิญจน์ผูก โยงเข้ากับกระเป๋า จากสะพานมิตรภาพก็มุ่งสู่วัดศรีสุมังค์ มีแว่วเสียงเพลงในท่วงทำนองคึกคัก เร่งเร้า ทว่าเนื้อหา ชวนสะเทือนใจ

หลังพิธีสวดบังสกุล , ได้นำกระดูกซึ่งอาบน้ำยาไว้ เกือบสมบูรณ์ทุกชิ้นส่วน ออกจากกระเป๋ามาจัดวางบนผ้าขาว ทำพิธีรดน้ำศพ ต่อเมื่อบรรจุกระดูกลงในโลงไม้ ป้าลมดึงผ้าแพรสีแดงเลือดนกฝืนใหญ่ออกมา ประดับด้วยดาว เหลืองดวงใหญ่ห่มคลุมร่าง " ลุงไฟ " อีกชั่วโมงถัดมา โลงสีขาวถูกยกขึ้นรถคัดเดิม ขบวนต้อนรับ นายผีคืนถิ่น แผ่นดินแม่ละจากฝั่งโขง มุ่งหน้าสู่นครราชสีมา โดยมีรถนำขบวน จากกองปราบปรามพิเศษ คอยอำนวน ความสะดวก นับเป็นประจักษ์พยานยืนยัน ถึงห้วงเวลาอัน สงบสันติ แม้ครั้งหนึ่งเขาจะยืนอยู่คนละฝ่ายกับรัฐบาลไทย ถึงขั้นจับอาวุธขึ้นต่อสู้ แต่เมื่อกลับถึบงวันเวลาที่เขากลับมา เขาได้รับทั้งเกียรติและการคารวะ
 


คืนวันที่ 22 พฤศจิกายน 2540 ณ สนามฟุตบอล สถาบันราชภัฏนครราชสีมา บทเพลง " คิดถึงบ้าน " ถูกขับขาน ร่วมกันด้วยน้ำเสียงของคนกว่าสามหมื่นคน อาจเป็นการขับขาน บทเพลงนี้ ซึ่งกระหึ่มดังมากที่สุด ในจำนวนนับแสน นับล้านเที่ยว ซึ่งเพลงบทนี้ ได้รับการขับขานมาตลอดห้วยเวลา 14 ปี นับแต่คาราวานนำมาบันทึกเสียงไว้ใน อัลบัม " บ้านนาสะเทือน " เมื่อปี 2526 ปีเดียวกับที่เจ้าของบทเพลงพลัดพรากจากถิ่นแผ่นดินเกิด

หลังพิธีเผาในวันที่ 11 มกราคม 2541 อัศนี พลจันทร ได้นอนอย่างสงบภายในอนุสรณ์สถานซึ่งสลัก คำว่า " เดือนเพ็ญ " ไว้บนพื้นหินอ่อน กลางไร่อ้อย ของคู่ชีวิต ณ จังหวัดกำแพงเพชร สงบลงในความเชื่อมั่นที่ว่า เพ็ญนั้นคงยังเด่นดวง ตราบใดที่สังคมยังเหลื่อมล้ำ และมีคนลุกขึ้นต่อกรกับความไม่เป็นธรรม...

...ขอเป็น "เสือ" ที่หิวโซอยู่ถ้ำในป่า ... ดีกว่าเป็น "หมา" อ้วนในบ้านเศรษฐี...

 

เมื่อฝูงหมา หลากสี มีเจ้าของ
มันจองหอง ทำซ่า ล่าเสือ หมี
ทำเก่งกาจ ขู่เห่า ลืมชั่วดี
คิดจะขี่ ข่มฆ่า โอ้หมาเอย...

ทั้งเสือ หมี เมินหน้า เบื่อหมาเห่า
ครั้นจะเข้า ขบฆ่า ง้างเล็บเสย
งับจมเขี้ยว กดย้ำ ยิ่งง่ายเลย
เจ้าหมาเอ๋ย เอ็งตาย ในพริบตา...

เสือและหมี มิบ้า ตามหมาขู่
เพราะต่างรู้ ศักดิ์ศรี ดีกว่าหมา
ทั้งเนื้อหนัง ห่างชั้น ค่าราคา
ขอเข้าป่า อยู่ถ้ำ สำราญใจ...
 
 
 
....โดย ยรรยง ลูกชาวดิน :
: 8/มี.ค./53
..................
 
 
 
 
 
จากเพื่อนใน hi5 ส่งมา
 
 
เมื่อโลกล้วนก้าวย่างไปข้างหน้า
ทุกเวลานาทีมิอาจถอย
แต่ชาติไทยล้าหลังอย่างเลื่อนลอย
นับวันถอยลงคลองต้องอกตรม

เมื่อกฏหมายคือกฏโจรปล้นอำนาจ
แต่งเติมวาดเพื่อตนคนเสพสม
มีเพียงควันที่ล่องลอยไปตามลม
ให้ชื่นชมอย่างเลอะเลือนเหมือนภาพลวง

คนไร้ศิล เมตตาธรรม นำประเทศ
เหมือนหนึ่งเปรตโหยกระหายได้แดนสรวง
แต่ละวันโป้ปดคดหลอกลวง
ประชาชนทั้งปวงประท้วงกัน

เขาเหยียดหยามชาวประชาว่าหน้าโง่
ผิดโทนโท่ก็แถไถไปทั้งนั้น
ทุจริตโกงกินทุกวี่วัน
บริหารเพื่อพวกพ้องจ้องจะกิน

คุกคามสื่อ ใส่ร้าย ไร้จริงแท้
สื่อตอแหลไร้จรรยาหนาทั้งสิ้น
เลียส้นเท้ารัฐบาลมันอาจินต์
เมื่อไหร่สิ้นกังฉินกินบ้านเมือง

ลุกขึ้นเถิดหัวใจแดงแห่งภิภพ
หัวใจตบสัญญาใจให้ลือเลื่อง
เราจะสร้างธิปไตยให้บ้านเมือง
นามกระเดื่องลือลั่นสะท้านโลกา

ดอกประชาธิปไตยบานสะพรั่ง
ทั้งโลกต่างจับตาดูรู้คุณค่า
มาด้วยใจมิมีใครจ้างมา
อหิงสา สันติ ที่แท้จริง

ทุกชนชั้นทุกสาขาทุกอาชีพ
ต่างแอคทีฟขวานขวายทั้งชายหญิง
คนแก่เฒ่าวัยหนุ่มสาวเราสู้จริง
พร้อมใจทิ้งไร่นามาไล่มัน

......โดย khonwika เด็กศิลป์โคราช.....

พวกเรามันแค่ ไพร่

 























































"....ถนนมุ่งกรุงทุกสายสีแดงฉาน
คาราวานไพร่ยกทัพมาขับสู้
เหนืออีสานจากบ้านมายกธงชู
ให้โลกรู้ถึงกูจนคนเท่าเทียม

จราจรจลาจลสับสนแท้
รถปิคอัพรถตู้แห่ภาพ “หน้าเหลี่ยม”
ไร้ระเบียบแบบชาวบ้านผู้กร้านเกรียม
แต่มุ่งมั่นขอมาเยี่ยมชาวเมืองแมน

แดดร้อนจ้าเคลื่อนผ่ากลางหว่างตึกสูง
ผ่านคนกรุงในห้องแอร์ผู้สุขแสน
ผ่านโรงแรมพลาซ่าสินค้าแบรนด์
เหมือนอยู่คนละดินแดนแบ่งแคว้นกัน

สาวออฟฟิศวี้ดว้ายกระตู้วู้
ผู้ดีดูผ่านกระจกแล้วอกสั่น
“คนชั้นต่ำ” จะโค่นล้มสังคมอัน
มีศีลธรรมยึดมั่นบารมี

ทัพผีป่าบุก “ผ่านฟ้า” มาเนื่องหนุน
ทัพผีบุญกบฎเงี้ยวเลี้ยวเข้าที่
ขนน้ำปูปลาร้ามาอย่างดี
เตรียม “ถังขี้” พร้อมรบโดยครบครัน

คือกองทัพคนจนพลรากหญ้า
เหงื่อไคลย้อยมาทายท้าชาวสวรรค์
ย่ำตีนแตกมือด้านมายืนยัน
ว่าหนึ่งเสียงเท่ากันไม่ยอมแพ้

คนกรุงล้มรัฐบาลมาทุกยุค
เคยไล่รุกเผด็จการมาแน่วแน่
กลับมาเชียร์รัฐประหารเปลี่ยนผันแปร
แล้วแถกแถอ้างศีลธรรมความชั่วดี

พันธมิตร ตุลาการ รัฐทหาร
ล้มรัฐบาลจากเลือกตั้ง ไร้ศักดิ์ศรี
แล้วรวมหัวกัน “รู้รักสามัคคี”
เพื่อกดขี่ชนบทกดให้ยอม

วันนี้คนจนขอไล่รัฐบาลบ้าง
โปรดอย่าอ้างความชั่วดีให้ขี้หอม
ต่างถูกผิดด้วยกันอย่าทำฟอร์ม
แล้วบังคับให้อ่อนน้อมค้อมเรื่อยไป

ว่าจน โง่ กินเหล้า เมา ขายสิทธิ
ก็ไม่เคยดัดจริตหล่อเล็กใหญ่
นโยบายได้ผลสิโดนใจ
“ประชาธิปไตยกินได้” จึงตื่นตัว

ประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องอ้างศีลธรรม
มาครอบงำกรีดนิ้วชี้ว่าดีชั่ว
แล้วใช้ปืนใช้กฎหมายสร้างความกลัว
มากดหัวให้ยอมรับ “นี่คนดี”

ประชาธิปไตยของไพร่ตื่นขึ้นแล้ว
จึงเข้าแถวทวงเท่าเทียมมาถึงที่
แม้หัวแถวไม่ได้ความเช่น 3G
นักการเมืองปาหี่มีทั่วไป

ย้อนอดีตแล้วนึกขำจำได้ว่า
ม็อบคนจนยกพลมาครั้งไหนไหน
“นิติรัตน์” “สมเกียรติ” พลาดได้ไง
NGO “ยะใส” ต้องครบครัน

มาวันนี้ผิดฝาตัวพลิกขั้วกลับ
ไปนำทัพคนเมืองเหลืองห้ำหั่น
พอชาวบ้านตื่นตัวกลัวรู้ทัน
ก็ปลุก “บางระจัน” ต้านมวลชน

หลายสิบปีหมอประเวศเที่ยวเทศน์โปรด
เสียงงึมงำเปล่าประโยชน์ไม่เห็นผล
แต่ทักกี้แค่สี่ปีปลุกคนจน
แดงท่วมท้นชนบทลุกเป็นไท

นายทุนยึดประชาธิปไตยของคนยาก
NGO ข้ามฟากเป็น “ขุนนางใหม่”
วิปริตผิดเพี้ยนเสียกระไร
(จากเพื่อน hi5)

.

PEOPLE CHANNEL TV




วิทยุออนไลน์

สภาลานนา1

สภาลานนา2


สถานีวิทยุประชาธิปไตย
สถานี คนรู้ใจ
สถานี เสรีชน
สถานี ฅนไท
สถานี Baanram
สถานี V.O.D
สถานี แท๊กซี่
คนรู้ใจศรีบุญเรือง
สถานี คนรักไทย
สถานี ไทยเสรี
คนรู้ใจอุดรธานี
สถานี คนจริงใจ
predawn-radio.org
สถานีคนรักอุดร
สถานี รวมใจไทย

สถานีชุมชนเพื่อประชาชน